บทที่ 2
วินาทีนั้น ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมาตรงหน้า
สมองอื้ออึงไปหมด ความโกรธแค้นจากการถูกหักหลังทำให้ตัวฉันสั่นเทาไม่หยุด
บนหน้าจอมือถือ กล้องแพนไปที่ระเบียง
เห็นภูมิที่นุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวยืนพิงราวระเบียงสูบบุหรี่อยู่
ท่าทางที่คล่องแคล่วและสีหน้าเคลิบเคลิ้มนั้น บอกได้ชัดเจนว่าเขาเป็นสิงห์อมควันตัวยง
แต่ภูมิไม่เคยสูบบุหรี่ต่อหน้าฉันเลยสักครั้ง ในยุคที่ความเครียดของผู้คนหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าแบกภูเขา และต่างก็ต้องหาวิธีระบายความอัดอั้นตันใจ แต่เขากลับทำตัวเหมือนคนแก่เจ้าระเบียบที่เคร่งครัดเรื่องสุขภาพ
ฉันเคยถามเขาว่า ทำไมถึงไม่ชอบสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือเล่นไพ่เหมือนผู้ชายคนอื่น ๆ
เขากอดฉันไว้ ใบหน้าแสดงความรังเกียจสิ่งเหล่านั้นอย่างชัดเจน
"ที่รัก ผมไม่ชอบของพวกนั้นหรอกครับ นอกจากจะทำให้สุขภาพแย่ลงแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิตเลย แถมสูบบุหรี่แล้วตัวจะเหม็นด้วย ผมไม่อยากให้ที่รักรังเกียจผมนี่นา"
ตอนนั้นฉันกอดเขาด้วยความซาบซึ้งใจ พร่ำบอกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ได้เพชรเม็ดงามมาครอบครอง
พอย้อนนึกถึงตอนนั้น แล้วกลับมาดูสภาพของภูมิในตอนนี้ มันช่างน่าสมเพชและตลกร้ายสิ้นดี
ยัยเมียน้อยจงใจหันกล้องไปหาภูมิ"พี่ภูมิคะ พี่อยากสูบบุหรี่จะตาย แต่ทำไมต้องไปอดทนต่อหน้ายัยนั่นด้วยล่ะคะ?"
"ก็ยัยนั่นมันเรื่องมากจะตาย คอยกรอกหูอยู่ได้ว่าผู้ชายสูบบุหรี่ไม่ใช่คนดี ช่วยไม่ได้นี่หว่า เพื่อจะจีบหล่อนให้ติด ฉันก็เลยต้องแกล้งทำเป็นสูบไม่เป็น"
ฉันช็อกจนตัวชา ที่แท้เขาก็เล่นละครตบตาฉันมาตั้งแต่แรกเริ่มเลยอย่างนั้นเหรอ
งั้นที่เขาตามจีบฉัน ความอ่อนโยนเอาใจใส่ และการดูแลเทคแคร์ทุกอย่างที่เขาแสดงออกมาต่อหน้าฉัน รวมไปถึงตอนที่เขาคุกเข่าต่อหน้าหลุมศพพ่อแม่ฉัน สาบานว่าจะดูแลฉันไปตลอดชีวิต เพื่อหลอกล่อให้ฉันเอาเงินประกันของพ่อแม่มาให้เขาเปิดบริษัทล่ะ?
ทั้งหมดนั่นก็คือการแสดงด้วยงั้นเหรอ?
ความคิดนี้ทำให้สันหลังของฉันเย็นวาบขึ้นมาทันที ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
คนรักที่เคยอ่อนโยนปานสายน้ำ ในวินาทีนี้กลับกลายเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด!
"ว้าย พี่นี่ร้ายจริง ๆ ! อย่าบอกนะว่าพี่รู้อยู่แล้วว่าหล่อนเป็นลูกสาวศาสตราจารย์ ก็เลยเข้าไปจีบน่ะ!"
ภูมิทำเสียงเยาะเย้ย "ก็ใช่น่ะสิ ไม่งั้นเธอคิดว่าผู้หญิงอย่างยัยนั่นมีดีตรงไหนให้ฉันต้องลดตัวลงไปเอาอกเอาใจขนาดนั้น"
"งั้นพี่ภูมิก็น่าสงสารแย่เลยนะคะ ตั้งหลายปีที่ต้องทนมองหน้าที่ตัวเองเกลียด แถมยังต้องแกล้งทำเป็นรักหัวปักหัวปำอีก" ยัยเมียน้อยหัวเราะคิกคักอย่างจริตจะก้าน
ภูมิยิ้มเจ้าเล่ห์ โยนก้นบุหรี่ทิ้งแล้วเดินดุ่ม ๆ เข้ามา เขาเอื้อมมือไปขยำหน้าอกของยัยนั่นเต็มแรง จนหล่อนร้องครางออกมา
"รู้ว่าฉันลำบาก ก็รีบ ๆ ทำให้ฉันมีความสุขอีกสักรอบสิ กว่าจะหาเรื่องออกมาหาเธอได้แต่ละทีมันไม่ง่ายนะ คืนนี้ยัยนั่นก็เริ่มจะสงสัยแล้วด้วย" ภูมิพูดพลางโถมตัวเข้าไปซุกไซ้ตามเนื้อตัวของหล่อน
ยัยเมียน้อยส่งเสียงครางกระเส่า ภาพจากกล้องสั่นไหวไปมา ปากก็พูดด้วยน้ำเสียงดูแคลนว่า "งั้นพี่ก็ทำเหมือนที่ผ่านมาสิคะ เอาดอกไม้ช่อที่ฉันทิ้งแล้วกลับไปให้ยัยนั่น เพื่อเอาใจหล่อนซะ ยังไงฉันก็ไม่ชอบมันอยู่แล้ว"
"ได้สิ"
วิดีโอน่าสะอิดสะเอียนนั้นตัดจบลงเพียงเท่านี้
เหตุการณ์ระเริงสวาทต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร ถึงไม่ดูก็พอจะเดาออก
ความเจ็บปวดแล่นริ้วเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจในคราวเดียว น้ำตาของฉันไหลพรากอาบสองแก้มทันที!
ตั้งแต่ภูมิเปิดบริษัท เขาก็เริ่มออกไปสังสรรค์รับรองลูกค้าบ่อยขึ้น
ฉันเข้าใจดีว่าช่วงสองปีมานี้เศรษฐกิจไม่ดี ตลาดซบเซา การทำธุรกิจมันไม่ใช่เรื่องง่าย
การที่เขาต้องออกไปพบปะผู้คนบ่อย ๆ เพื่อสร้างรากฐานให้มั่นคงก็เป็นเรื่องปกติ
ฉันจึงรู้สึกสงสารและเห็นใจเขามาก ที่ต้องยอมทำในสิ่งที่ตัวเองเกลียดที่สุดอย่างการดื่มเหล้า เพื่อหาเงินมาสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับฉันและลูก
และทุกครั้งหลังกลับจากงานเลี้ยง เขาจะซื้อดอกไม้ติดมือมาฝากฉันเสมอ โดยบอกว่าเพื่อชดเชยที่ไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนฉัน
ฉันซาบซึ้งใจจนน้ำตาคลอเบ้า ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดเขาแล้วถามว่า "ทำไมคุณถึงดีกับฉันขนาดนี้คะ ถ้าวันไหนคุณไม่ต้องการฉันแล้ว ฉันจะไปหาคนที่ดีกับฉันแบบคุณได้จากที่ไหนอีก?"
เขาบีบจมูกฉันเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู "ที่รักครับ ต่อให้ผมต้องทิ้งคนทั้งโลก ผมก็ไม่มีวันทิ้งคุณ! นอกเสียจากว่าคุณจะเบื่อผม แล้วทิ้งผมไปเอง!"
ตอนที่พูดประโยคนั้น เขาแสดงสีหน้าตื่นตระหนกและดูเจ็บปวด ราวกับกลัวว่าฉันจะทิ้งเขาไปจริง ๆ
ทุกครั้งที่เป็นแบบนั้น ฉันมักจะคิดว่าชาติที่แล้วฉันคงกู้โลกมาแน่ ๆ
ชาตินี้ถึงได้โชคดีมาเจอผู้ชายที่แสนดีขนาดนี้!
แต่ตอนนี้... ความจริงตบหน้าฉันจนชา
ดอกไม้ที่เขาเอามามอบให้ฉันด้วยรอยยิ้ม กลับเป็นของเหลือเดนที่ยัยเมียน้อยทิ้งขว้าง!
คำหวานพวกนั้นก็เป็นเพียงคำโกหกที่ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกให้ฉันตายใจ
แม้กระทั่งการที่เขามาจีบและแต่งงานกับฉัน ก็ล้วนแต่มีจุดประสงค์แอบแฝง
ฉันรู้ดี... ว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการที่ยัยเมียน้อยจงใจจัดฉากขึ้น เพื่อเสี้ยมให้ฉันกับภูมิแตกแยกกัน
แต่สมองของฉันในตอนนี้มันไม่มีสติพอจะไปสนกลเกมพวกนั้นอีกแล้ว! ฉันรับไม่ได้กับการหักหลังแบบนี้ จึงกดโทรหาภูมิรัว ๆ ราวกับคนบ้า
แต่ไม่ว่าจะโทรกี่ครั้ง ปลายสายก็มีเพียงเสียงสัญญาณว่างเปล่า... ไม่มีคนรับ
ฉันเจ็บปวดเจียนตาย ร้องไห้ฟูมฟายจนแทบขาดใจ
แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องทนรออย่างกระวนกระวายใจ
หัวใจเหมือนถูกโยนลงไปในกระทะทองแดง ถูกทอดถูกต้มด้วยความทรมานแสนสาหัส
ไม่ใช่เพราะฉันเสียดายคนสารเลวอย่างภูมิหรอกนะ แต่ฉันเจ็บใจ... เจ็บใจที่ตัวเองตาบอด หลงผิดดูคนไม่ออกต่างหาก
ฉันไม่ใช่พวกคลั่งรักจนโงหัวไม่ขึ้น แต่ไม่คิดเลยว่าจะถูกเดนคนพรรค์นี้หลอกมาได้ตั้งหลายปี แถมยังเอาเงินประกันของพ่อแม่ไปประเคนให้เขาเปิดบริษัทอีก
ยิ่งคิดก็ยิ่งขยะแขยงและเจ็บแค้นใจ
ฉันจะหย่ากับภูมิและจะเอาทุกอย่างที่เขาได้จากฉันไปคืนมาให้หมด!
ทันใดนั้นเอง ท้องของฉันก็ขยับวูบหนึ่ง
ลูกคงรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของฉัน มือน้อย ๆ จึงดันหน้าท้องฉันเบา ๆ ราวกับจะช่วยปลอบโยนแม่
น้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วกลับพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง พอคิดถึงลูก หัวใจฉันก็บีบตัวอย่างรุนแรง
ฉันตัดผู้ชายสารเลวอย่างภูมิออกจากชีวิตได้ แต่ลูกล่ะจะทำยังไง?
แกเป็นเด็กบริสุทธิ์ ฉันจะเอาการกระทำของพ่อสารเลวคนนั้น มาตัดสินความเป็นความตายของลูกง่าย ๆ ไม่ได้
แต่ถ้าดันทุรังคลอดแกออกมา ให้แกต้องเติบโตมาในครอบครัวที่ขาดพ่ออย่างนั้นหรือ?
ฉันเคยอ่านเจอในเน็ตตั้งเยอะแยะ เกี่ยวกับปัญหาปมด้อยและนิสัยของเด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์...
หรือฉันจะปล่อยให้ลูกต้องแบกรับเงามืดในใจแบบนั้นไปตลอดชีวิต?
ชั่วขณะหนึ่ง สมองของฉันสับสนปนเปไปหมด มันมืดแปดด้านจนหาทางออกไม่เจอ!
เพื่อลูกแล้ว... ฉันควรแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วทนอยู่กับคนเลว ๆ อย่างภูมิต่อไปงั้นเหรอ?
ไม่...! ฉันทำไม่ได้ ฉันยอมรับเรื่องบัดซบพรรค์นี้ไม่ได้เด็ดขาด!
แต่ถ้าตัดสินใจหย่าขาด ให้ลูกเกิดมาโดยไม่มีพ่อ... มันก็ไม่ยุติธรรมกับแกเหมือนกัน
"ลูกจ๋า... แม่ควรทำยังไงดี?" ฉันวางมือลงบนหน้าท้องที่นูนเด่นด้วยความสับสน "ถ้าแม่หย่ากับพ่อ... หนูจะโกรธแม่ไหมลูก?"
จู่ ๆ ตรงตำแหน่งที่มือฉันวางอยู่ก็ขยับไหว...
อะไรบางอย่างที่เล็ก ๆ กลม ๆ เหมือนกำปั้นน้อย ๆ ดันผ่านหน้าท้องมาสัมผัสฝ่ามือฉันเบา ๆ
วินาทีนั้น หัวใจที่แตกสลายของฉันเหมือนได้รับการเยียวยาด้วยปาฏิหาริย์ มันรู้สึกจุกอกและอ่อนยวบลงทันที
"ลูกแม่... ลูกแม่..." น้ำตาฉันไหลอาบแก้มอีกครั้ง "แม่ขอโทษนะลูก แม่ขอโทษ ในเมื่อพ่อเขาหักหลังพวกเรา เราก็ไม่ต้องง้อเขาแล้วดีไหม? แม่สัญญาว่าต่อไปนี้แม่จะรักหนูให้มากกว่าเดิมสองเท่า จะชดเชยให้หนูทุกอย่าง ตกลงไหมลูก?"
ฉันรู้สึกได้ถึงกำปั้นน้อย ๆ ที่ขยับวนไปมาใต้หน้าท้องสัมผัสกับฝ่ามือ ราวกับกำลังตอบรับคำพูดของฉัน ฉันร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดกลั้น
ขนาดลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลก ยังรู้จักสงสารและเข้าใจแม่
แต่สามีที่ฉันยอมอุ้มท้องมีลูกให้ กลับทรยศฉันได้ลงคอในช่วงเวลาแบบนี้
หัวใจของฉันเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนโดนมีดโกนกรีดแทงซ้ำ ๆ
ตลอดทั้งคืนฉันข่มตานอนไม่หลับ ได้แต่นอนร้องไห้เงียบ ๆ ในความมืดจนกระทั่งฟ้าสาง
ทันทีที่แสงแรกของวันเริ่มสลัว เสียงเคาะประตูราวกับจะมาทวงหนี้ชีวิตก็ดังสนั่นขึ้น
ตามมาด้วยเสียงด่าทอที่แหลมแสบแก้วหูและถ้อยคำหยาบคาย "นังตัวดี! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ยังจะนอนกินบ้านกินเมืองอยู่อีก รีบไสหัวลุกขึ้นมาทำข้าวเช้าให้ฉันเดี๋ยวนี้ ฉันจะกินซาลาเปากับโจ๊กหมู! ฉันขอเตือนแกนะ อย่าคิดว่าลูกชายฉันไม่อยู่บ้านแล้วแกจะมาอู้งานได้ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นแม่จะจัดการให้เข็ด!"
เจ้าของเสียงด่าทอที่อยู่ข้างนอกนั่นคือแม่ของภูมิ ป้าสุวิมล
บ้านเกิดของภูมิอยู่ต่างจังหวัด ฐานะทางบ้านยากจนมาก ตอนที่เขาสอบติดมหาวิทยาลัย ค่าเทอมทั้งหมดก็ต้องไปหยิบยืมมาจากคนทั้งหมู่บ้าน
ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เขาต้องทำงานส่งตัวเองเรียนตลอด ปิดเทอมก็ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเพราะต้องทำงานหาเงินค่าเทอม
พอคบกับฉัน ฉันก็สงสารเขาจับใจ มักจะหาข้ออ้างสารพัดเพื่อช่วยเหลือ เวลาที่เขาต้องกินมาม่าประทังชีวิต ฉันก็จะบอกว่าตัวเองกำลังลดความอ้วน แล้วยกน่องไก่ที่ซื้อมาให้เขากินแทน
เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของเขา ฉันถึงขั้นไหว้วานให้เพื่อน ๆ แกล้งทำเป็นลูกค้าไปกินข้าวที่ร้านอาหารที่เขาทำงานอยู่ แล้วให้ทิปเขาเยอะ ๆ เพื่อให้เขาทำงานเหนื่อยน้อยลงหน่อย
แม้กระทั่งตอนที่เขาไปบ้านฉันครั้งแรก ของขวัญที่เอาไปไหว้พ่อแม่ฉัน ก็เป็นเงินฉันที่ออกให้และเตรียมไว้ให้ล่วงหน้า
ตอนนั้นเขายังกอดฉันแล้วพูดว่า "ราณี ผมทำบุญมามากแค่ไหนกันนะ ชาตินี้ถึงได้โชคดีมาเจอคุณ!"
"ผมจะรักคุณให้ดีที่สุด ชาตินี้จะรักคุณคนเดียว!"
